ประวัติสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ประวัติสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

           สมเด็จพระญาณสังวร พระฉายาว่า “สุวัฑฒโน” พระนามเดิมว่าเจริญ พระสกุล “คชวัตร” ประสูติที่บ้านเลขที่ 367 ตำบลบ้านเหนืออำเภอเมืองจังหวัดกาญจนบุรีเมื่อวันศุกร์ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 11 ปีฉลู ตรงกับวันที่ 3 ตุลาคมพ.ศ.2456เวลาประมาณ10ทุ่มหรือประมาณ 4.00 น. เศษแห่งวันเสาร์ที่ 4 ตุลาตม พ.ศ.2456 ตามที่นับในปัจจุบัน โยมบิดาชื่อน้อย คชวัตร ถึงแก่กรรม พ.ศ.2465 โยมมารดาชื่อกิมน้อย คชวัตรถึงแก่กรรม พ.ศ.2508

บรรชน   

บรรชนของสมเด็จมาจาก 4 ทิศ บิดามาจากสายกรุงเก่าทางหนึ่ง จากปักษ์ไต้ทางหนึ่ง ส่วนมารดามีเชื้อสายญวนทางหนึ่ง และจีนทางหนึ่ง บิดาคือนายน้อย คชวัตร เป็นบุตรนายเล็กและนางแดงอิ่ม เป็นหลานปู่พระยา หลานย่าของหลวงพิพิธภักดี และนางจีนเป็นชาวกรุงเก่ามารับราชการในกรุงเทพ ได้ออกไปเป็นผู้ช่วยราชการอยู่เมืองไชยาคราวหนึ่ง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ รัชกาลที่ 3ได้เป็นผู้หนึ่งที่ไปคุมเชลยที่เมืองพระตะบอง ได้ภริยาชาว เมืองไชยา 2 คน ชื่อทับ กับชื่อนุ่น และได้ภริยาชาวเมืองพุ่มเรียง 1 คน ชื่อแต้มต่อมาเมื่อได้รับคำสั่งให้ไปราชการปราบแขกที่มาตีเมืองตรังเมืองสงขลาจึงไปได้ภรรยาซึ่งเป็นพระธิดาของพระปลัดเมืองตะกั่วทุ่ง ( สน )และได้พาภริยามาตั้งครอบครัวอยู่ที่กรุงเทพ ฯ เวลานั้นพี่ชายของหลวงพิพิธภักดีเป็นที่พระพิชัยสงคราม เจ้าเมืองศรีสวัสดิ์และพระยาประสิทธิสงคราม ( ขำ ) เจ้าเมืองกาญจนบุรีเป็นอาของหลวงพิพิธภักดีจึงพาภรรยาไปตั้งครอบครัวอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี และลาออกจากราชการไปประกอบอาชีพทำนา ตระกูลคชวัตร  นายเล็กกับนางแดงอิ่ม มีบุตร 3 คน1.นายน้อย คชวัตร2.นายวร คชวัตร3.นายบุญรอด คชวัตรนายน้อย กับนางกิมน้อย คชวัตร มีบุตร 3 คนดังนี้

1.สมเด็จพระญาณสังวรฯ( เจริญ คชวัตร )
2.นายจำเนียร คชวัตร
3.นายสมุทร คชวัตร

โยมบิดา และโยมมารดา ………..

นายน้อย คชวัตรโยมบิดาประกอบอาชีพเป็นเสมียนตรา อำเภอเมืองกาญจนบุรีเมื่อ พ.ศ.2445จนเป็นผู้รั้งปลัดขวา เมื่อ พ.ศ.2451ต่อมาไปตรวจราชการเกิดอาการป่วยมากจึงต้องลาออกจากราชการเมื่อหายดีแล้วก็ได้กลับเข้ารับราชการใหม่………..จนปี พ.ศ.2456 จึงได้บุตรชายคนโตคือ สมเด็จพระญาณสังวรฯและได้ย้ายตำแหน่งเป็นปลัดขวาอำเภอวังขนาย( ท่าม่วง )  เมื่อปี พ.ศ.2458ได้สมัครเป็นสมาชิกเสือป่าได้มีโอกาสซ้อมรบเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า รัชกาลที่ 6 เสด็จฯ   ซ้อมรบเสือป่าที่บ้านโป่งและนครปฐม เมื่อสมเด็จฯกรมพระยาวชิรญาณวโรรสเสด็จฯ เมืองกาญจนบุรีนายน้อยได้นำสมเด็จพระญาณสังวรฯ ขณะนั้นอายุเพียง 2 ขวบ  เข้าเฝ้าด้วยต่อมาได้ไปรับราชการที่จังหวัดสมุทรสงคราม เกิดเจ็บป่วยจึงเดินทางกลับเมืองกาญจนบุรีเพื่อพักรักษาตัวและถึงแก่กรรมเมื่อมีอายุได้เพียง 38 ปี สมเด็จพระญาณสังวรฯได้นางเฮงผู้เป็นป้าเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กเมื่อโยมบิดามารดาย้ายไปสมุทรสงครามก็ไม่ได้ตามไปด้วย อาศัยอยู่กับป้าที่เมืองกาญจนบุรี


การศึกษา…………

สมเด็จพระญาณสังวรฯได้เข้าศึกษาชั้นประถมศึกษาเมื่อมีอายุได้ 7 ขวบที่โรงเรียนประชาบาลวัดเทวสังฆารามซึ่งอยู่ใกล้บ้าน ทรงเรียนที่ศาลาวัดจนจบชั้นสูงสุด คือประถม 3 ถ้าจะเรียนต่อ ระดับมัธยมต้องย้ายโรงเรียนไปเรียนที่วัดไชยชุมพลชนะสงคราม( วัดไต้ ).ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดแต่ครูที่โรงเรียนวัดเทวสังฆารามชวนให้เรียนต่อที่โรงเรียนเพราะเปิดชั้นระดับประถมปีที่ 4 ( เท่ากับชั้น ม.1 )จึงทรงเรียนที่โรงเรียนเดิม พ.ศ.2468ทรงสอบได้เป็นลูกเสือเอก ต้องฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อเตรียมการเข้าซ้อมร่วมกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎฯ ที่จะเสด็จพระราชดำเนินมาซ้อมรบเสือป่าที่นครปฐมแต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎทรงสวรรคตก่อน………..ขณะเรียนที่โรงเรียนเคยรับเสด็จฯเจ้านายหลายครั้งเช่น สมเด็จพระปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธ์วรเดช ………..สมเด็จพระญาณสังวรฯ เรียนจนถึงชั้นประถม 5 ก็ทรงถึงทางตันเพราะเมื่อจบแล้วก็ไม่ทราบว่าจะไปเรียนต่อที่ไหน จึงออกจากโรงเรียน
บรรชาเป็นสามเณร………..

เมื่อ พ.ศ.2469มีน้าของท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดเทวสังฆารามโยมป้าจึงชักชวนให้บวชเณรแก้บน จึงบรรชาเป็นสามเณรเมื่อมีอายุได้ 14 ปีมีพระครูอดุลสมณกิจ ( ดี พุทธโชติ ) เจ้าอาวาทวัดเหนือเป็นพระอุปัชฌาย์ ทรงจำพรรษาอยู่ที่วัดเพราะคุ้นเคยกับหลวงพ่อและพระเณรเพราะทรงเรียนหนังสืออยู่ในวัดมาตั้งแต่เล็ก ทรงศึกษาธรรมสวดมนต์ จนเมื่อออกพรรษาหลวงพ่อชวนให้ไปเรียนภาษาบาลีที่วัดเสน่หา จังหวัดนครปฐม เพื่อต่อไปจะได้กลับไปช่วยสอนที่วัด ในปี พ.ศ.2470ทรงศึกษาไวยากรณ์ที่วัดเสน่หา โดยมีพระสังวรวินัย(อาจ) เจ้าอาวาสขณะนั้นและมีอาจารย์ถวายการสอนเป็นพระเปรียญมาจากวัดมกุฏกษัตริยาราม ได้ทรงเรียนแปลธรรมบท ใน พ.ศ.2472 อีกพรรษาหนึ่งแล้วเสด็จกลับไปประทับที่วัดเทวสังฆาราม…………เมื่อเสด็จไปแสดงพระธรรมเทศนาในงานพระราชทานเพลิงศพพระครูสังวรวินัยหลวงพ่อวัดเหนือได้นำสมเด็จฯ มาฝากเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์โดยได้อยู่ในความดูแลของพระครูพุทธมนต์ปรีชา ได้รับประทานฉายาจากเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้าว่า ” สุวัฑฒโน” ได้ทรงปฏิบัติตามระเบียบของวัด สวดมนต์ ศึกษาพระปริยัติธรรม ทรงสามารถสอบได้ดังนี้- พ.ศ.2472 พระชนมายุ 17 ปี สอบได้นักธรรมตรี- พ.ศ.2473 พระชนมายุ 18 ปี สอบได้นักธรรมโท และเปรียญ 3 ประโยค- พ.ศ.2475 พระชนมายุ 20 ปี สอบได้นักธรรมเอก และเปรียญ 4 ประโยค  เมื่อ พ.ศ.2474 เป็นสามเณรองค์เดียวที่ได้รับพระราชทานผ้าไตรจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เสด็จพระราชดำเนินมาทอดกฐิน ณ วัดบวรนิเวศฯทรงอุสมบทเป็นพระภิกษุ……….เมื่อมีพระชนมายุครบอุปสมบท จึงเสด็จฯ มาอุปสมบทที่วัดเทวสังฆาราม เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนพ.ศ.2476 โดยมีพระครูอดุลยสมณกิจ ( ดี พุทธโชติ ) เจ้าอาวาสวัดเทวสังฆารามเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวินฐสมาจารย์ ( เหรียญ ) เจ้าอาวาสวัดศรีอุปราราม ( วัดหนองบัว )เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระปลัดหรุง เจ้าอาวาสวัดทุ่งสมอ เป็นพระอนุสาวนาจารย์………..เมื่ออุปสมบทแล้วจำพรรษาอยู่ที่วัดเทวสังฆารามจนออกพรรษาจึงเสด็จกลับวัดบวรนิเวศวิหาร ทรงอุปสมบทซ้ำเป็นพระธรรมยุต ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์และเสด็จกลับมาอยู่วัดเหนืออีก 2 ปี ทรงสอบปริยัติธรรมได้ทุกปีดังนี้

- พ.ศ.2476 พระชนมายุ 21 ปี สอบได้เปรียญ 5 ประโยค
- พ.ศ.2477 พระชนมายุ 22 ปี สอบได้เปรียญ 6 ประโยค
- พ.ศ.2478 พระชนมายุ 23 ปี สอบได้เปรียญ 7 ประโยค
- พ.ศ.2481 พระชนมายุ 26 ปี สอบได้เปรียญ 8 ประโยค
- พ.ศ.2484 พระชนมายุ 29 ปี สอบได้เปรียญ 9 ประโยค

          สมเด็จพระญาณสังวรฯ มีภารทางการงานและการศึกษาตั้งแต่ยังเป็นพระเปรียญตร ีเปรียญโท และเมื่อ มีวิทยฐานะเข้าเกณฑ์เป็นกรรมการตรวจข้อสอบนักธรรมและบาลีก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจธรรมและบาลีสนามหลวงเรื่อยมา คือตั้งแต่นักธรรมตรี โท เอก ประโยค ป.ธ.3 – ป.ธ.9 

นอกจากนั้นยังมีภารกิจในการเผยแผ่ศาสนาในต่างประเทศ เสด็จฯประเทศต่างๆ มากมายหลายประเทศการหนังสือสมเด็จพระญาณสังวรฯ ได้เรียบเรียงหนังสือต่างๆไว้มาก ทั้งประเภทตำราทางการศึกษา ธรรมกถา ธรรมเทศนา และสารคดีอื่นๆ

สมณศักดิ์

- พ.ศ. 2490 ทรงเป็นพระราชาคณะสามัญที่พระโสภณคณาจารย์
- พ.ศ. 2495 ทรงเป็นพระราชาคณะในพระราชทินนามเดิม
- พ.ศ. 2498 ทรงเป็นพระราชาคณะชั้นเทพในพระราชทินนามเดิม
- พ.ศ. 2499 ทรงเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่พระธรรมวราภรณ์
- พ.ศ. 2504 ทรงเป็นพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรองที่พระศาสนโสภณ
- พ.ศ. 2515 ทรงเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระญษณสังวรฯ
- พ.ศ. 2532 ทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระญารสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 19

นับเป็นความภูมิใจของชาวกาญจนบุรีอย่างยิ่ง ที่สมเด็จพระญารสังวรฯ ได้รับพระราชทานดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 ของประเทศไทย ขอให้ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน…………

 

กินเจ 2555 เทศกาลกินเจ ประเพณีกินเจ 2555

.
ตำนานเทศกาลกินเจ กินเจ 2555

เทศกาลเจ เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 400 ปีมาแล้ว ตามตำนานเล่าว่า เกิดมาในสมัยที่ชาวจีนถูกรุกรานโดยชนชาติแมนจู ซึ่งเข้าปกครองประเทศจีน และบังคับให้ชนชาติจีนยอมรับวัฒนธรรมของตน อาทิ การไว้ทรงผมเยี่ยงแมนจู คือ โกนศีรษะโล้นทางด้านหน้าและไว้ผมยาวทางด้านหลัง ซึ่งหลายคนคงจะชินตาในภาพยนตร์จีนที่นำมาฉายทางทีวี

ในสมัยนั้น มีคนจีนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันต่อต้านชาวแมนจู โดยใช้หลักทางธรรมเข้ามาร่วมด้วย ชาวจีนกลุ่มนี้ นุ่งขาว ห่มขาวและไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ซึ่งมีความเชื่อว่า การประพฤติปฏิบัติตามแนวทางนี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็ง ให้กับกลุ่มของตนจนสามารถต้านทานชาวแมนจูได้ คนกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า “หงี่หั่วท้วง” ซึ่งแม้จะได้ต่อสู้อย่างอาจหาญ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถต้านทานการรุกรานของชาวแมนจูได้

เมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ชาวจีนที่ยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของชาวแมนจู จึงพากันถือศีลกินเจ เพื่อรำลึกถึงเหล่านักสู้ “หงี่หั่วท้วง” ที่ได้ต่อสู้พลีชีพในครั้งนั้น

ความเชื่อถืออีกกระแสหนึ่งของตำนานการกินเจนั้น เชื่อกันว่าเป็นการสักการะพระพุทธเจ้าในอดีต 7 พระองค์ และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า ดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 ในพิธีกรรมนี้ สาธุชนจึงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต หันมาบำเพ็ญศีล โดยการตั้งปณิธานในการกินเจ งดเว้นอาหารคาว เพื่อเป็นการสมาทานศีล 2 ประการ คือ

1. เว้นจากการเอาชีวิตของสัตว์มาบำรุงชีวิตของตน

2. เว้นจากการเอาชีวิตของสัตว์มาเพิ่มเลือดของตน

3. เว้นจากการเอาชีวิตของสัตว์มาเพิ่มเนื้อของตน

สำหรับเมืองไทยความเชื่อเรื่องการกินเจ เป็นไปในแนวทางของการละเว้นการเอาชีวิตของสัตว์ เพื่อเป็นสักการะบูชาแก่ พระพุทธเจ้า และมหาโพธิสัตว์กวนอิม อาจเนื่องจากการแพร่หลายของกการละเว้นการกินเนื้อวัว ในกลุ่มคนที่นับถือ “เจ้าแม่กวนอิม” การกินเจ จึงเป็นอีกหนึ่งพิธีกรรมเพื่อสักการะ

บรรยากาศเทศกาลกินเจของเมืองไทยในปัจจุบัน คนทั่วไปไม่เว้นแม้กระทั่งหนุ่มสาวยุคใหม่ต่างก็หันมากินเจกันมากขึ้นทั้งนี้ อาจจะมาจากกระแสเรื่องห่วงใยสุขภาพมากกว่าความเชื่อโบราณ เพราะการงดเนื้อสัตว์ทุกชนิดและหันมาบริโภคแต่ผัก ผลไม้นั้นจะช่วยชำระล้างของเสียออกจากร่างกาย หรือคนยุคนี้เรียกว่า “การล้างพิษ” ซึ่งจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น

ความหมายของ “เจ”

“เจ” ในภาษาจีนมีความหมายว่า “อุโบสถ” เป็นคำแปลทางพุทธสาสนา นิกายมหายาน

การกินเจนั้นแต่เดิมหมายความถึง “การรับประทานอาหารก่อนเที่ยงวัน” ตามแบบอย่างของพระพุทธศาสนา เราจะเห็นตัวอย่างชาวพุทธรักษาอุโบสถศีล หรือรักษาศีล 8 ด้วยการไม่รับประทานอาหารหลังจากเที่ยงไปแล้วเช่นเดียวกับพระภิกษุ แต่สำหรับพุทธนิกายมหายานนั้น การรักษาอุโบสถศีลจะรวมถึงการไม่รับประทานเนื้อสัตว์ด้วย จึงนิยมเรียกการไม่กินเนื้อสัตว์ไปรวมกับการกินเจ จนถึงปัจจุบัน ผู้ที่รับประทานอาหารครบ 3 มื้อ แต่ไม่กินเนื้อสัตว์ยังคงเรียกว่า “กินเจ”

ความหมายของการกินเจ จึงหมายถึงการรักษาศีล ปฏิบัติธรรมทั้งกาย วาจา และใจ ไม่ใช่หมายความเพียงการไม่รับประทานเนื้อสัตว์เท่านั้น การปฏิบัติธรรมร่วมไปด้วยจึงจะครบเป็น “การถือศีล-กินเจ” อย่างแท้จริง

ความหมายของ “ธงเจ”

อักษรแดง บนพื้นเหลือง เขียนว่า “ไจ” หรือ “เจ” มีความหมายว่า “ของไม่มีคาว” สีแดงเป็นตัวแทนของความเป็นสิริมงคลในชีวิต ส่วนสีเหลืองเป็นสีของพุทธศาสนา หรือผู้ทรงศีล ธงเจนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของอาหารเจแล้ว ยังเป็นการเตือนให้พุทธศาสนิกชนที่ปฏิบัติตน “ถือศีล-กินเจ” ได้ตระหนักถึงการไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์และการตั้งอยู่ในศีลตลอดช่วงระยะเวลา 9 วัน 9 คืน

การปฏิบัติตัวในช่วงเทศกาลกินเจ

เมื่อตั้งมั่นที่จะปฏิบัติศีลและกินเจ ในช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน 9 คืนนี้แล้ว ก็ควรจะศึกษาข้อห้ามต่างๆ ที่บัญญัติไว้เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติตัว โดยทั่วไปแล้วจะมีข้อปฏิบัติดังนี้

    • งดเว้นเนื้อสัตว์ หรือทำอันตรายต่อสัตว์
    • งด นม เนย หรือน้ำมันที่มาจากสัตว์
    • งดอาหารรสจัด หมายถึง อาหารรสเผ็ดมาก เค็มมาก หวานมาก เปรี้ยวมาก
    • งดผักกลิ่นฉุน 5 ชนิด คือ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุยช่าย ใบยาสูบ รวมทั้งเครื่องเทศที่มีกลิ่นฉุน
    • รักษาศีล 5
    • รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รักษาอารมณ์ให้คงที่
    • ทำบุญ ทำทาน บางคนที่เคร่งอาจนุ่งขาว ห่มขาว

สำหรับคนที่กินเจอย่างเคร่งครัด นอกจากจะ “ถือศีล-กินเจ” แล้วยังต้องเลือกผู้ปรุงอาหารเจที่กินเจด้วย เพื่อให้ “อาหารเจ” นั้นบริสุทธิ์จริงๆ บางคนจะมีการคัดแยกภาชนะที่บรรจุอาหารหรือใช้ปรุงอาหาร แยกจากที่ใช้ใส่อาหารที่มีเนื้อสัตว์อย่างเด็ดขาด และในบางแห่งอาจพบว่ามีการจุดตะเกียงเก้าดวง ไว้เป็นเวลา 9 วันตลอดระยะเวลาการกินเจ เพื่อเป็นการรำลึกถึงบุญคุณพ่อแม่ญาติพี่น้อง และเพื่อเป็นพุทธบูชา

อาหารเจ

ปัจจุบันมีการยอมรับกันโดยทั่วไปถึงคุณค่าของ “อาหารเจ” เนื่องจากการรับประทานพืชผักในปริมาณที่มากกว่าปกติ งดเว้นเนื้อสัตว์ ทำให้กระเพาะได้พักจากภารกิจการย่อยเนื้อสัตว์ที่ทำประจำอยู่ และได้รับวิตามินเข้าไปเสริมสร้าง ซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ รวมทั้งได้โปรตีนจากถั่วชนิดต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากโปรตีนที่เราได้รับจากเนื้อสัตว์ ช่วงเวลานี้จึงถือเป็นช่วงที่ร่างกายได้พักผ่อนจากการรับสารอาหารย่อยยากจากแหล่งอาหารต่างๆ รวมทั้งยังได้รับพลังใจจากการที่ปฏิบัติตัวอยู่ในศีล ทำให้จิตใจอิ่มเอิบ เบาสบาย

หลายคนคิดว่า การรับประทานแต่อาหารเจจะทำให้เกิดโรคขาดอาหาร ทั้งที่สาเหตุสำคัญของการเกิดโรคขาดอาหารนั้น มาจากการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกหลัก ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งกับผู้ที่กินเนื้อสัตว์และกินเจ ซึ่งมีนิสัยการบริโภคที่ไม่คำนึงถึงคุณค่าของสารอาหารที่ได้รับ

คนที่กินเจอย่างถูกหลักก็จะได้รับอาหารที่มีคุณค่า มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ การประกอบอาหารเจเพื่อรับประทานในช่วงนี้ จึงสามารถเลือกอาหารพวก ข้าวกล้อง (ใช้แทนข้าวขาว) โปรตีนเกษตร (แทนเนื้อสัตว์) ผักสด เห็ดหอม ถั่วนานาพันธุ์ เต้าหู้ แป้งหมี่กึง ทดแทน และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำเป็นอาหารชนิดต่างๆ

เจ กับมังสวิรัติ

อาหารมังสวิรัติ คือ อาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบเช่นเดียวกับอาหารเจ แต่หากเป็นมังสวิรัตินั้น สามารถนำผักทุกชนิดมาประกอบอาหารได้ แต่อาหารเจ ต้องงดเว้นผักฉุน 5 ประเภท (ดังที่กล่าวมาแล้ว) รวมทั้งของเสพติดทุกชนิด และยังคงต้องประพฤติศีลร่วมด้วย จึงจะเป็นการ ถือศีล-กินเจ ที่แท้จริง ในขณะที่มังสวิรัติ หมายรวมถึงการไม่รับประทานเนื้อสัตว์เท่านั้น

การกินเจ นอกจากจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของการสร้างบุญกุศลด้วยการละ เลิก เพื่อชีวิตแล้ว ในแง่ของสุขภาพร่างกายก็พลอยได้รับประโยชน์ร่วมด้วย เพราะถือเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ร่างกายมีโอกาสพักผ่อน จากการย่อยอาหารประเภทที่ย่อยยากทั้งหลาย

กิน เจ ที่ภูเก็ต

เจ ที่ภูเก็ตมาจากรากฐานความเชื่อเดียวกัน คนจีนเรียก เจเดือนเก้า แต่ถ้านับตรงกับเดือนไทยก็จะได้ตรงกับเดือน 11 เทศกาลกินเจที่ภูเก็ตจึงมีขึ้นหลังเทศกาลกินเจทั่วๆ ไป บางครั้งเราจึงมักได้ยินเชื่อเรียกของเทศกาลกินเจที่ภูเก็ต ว่าเป็นเทศกาลกินผัก ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือการกินเจในรูปแบบและระยะเวลา 9 วันเช่นเดียวกัน

ความเชื่อเกี่ยวกับการกินเจที่ชาวภูเก็ตเล่าสืบต่อกันมาว่า มีคณะงิ้วจากเมืองจีนมาเปิดการแสดงที่กะทู้ แล้วบังเอิญเกิดโรคระบาด คณะงิ้วจึงจัดให้มีพิธีกินเจ และสร้างศาลเจ้าขึ้น ปรากฏว่าโรคระบาดก็หายไปสิ้น ชาวบ้านเกิดความเลื่อมใสจึงปฏิบัติตาม นับเนื่องจากนั้นมีผู้ศรัทธามากขึ้นเรื่อยๆ ชาวกระทู้จึงอยากให้พิธี “กินเจ” ของตนสมบูรณ์แบบ ตามแบบพิธีในมณฑลกังไส จึงได้ส่งตัวแทนไปนำเอาควันธูปกลับมา โดยการตั้งมั่นที่แรงกล้า เพราะพิธีการนำควันธูปกลับมานั้น ต้องจุดธูปต่อกันมิให้มอดดับได้ ศาลเจ้ากระทู้จึงเป็นศูนย์กลางของเทศกาลการกินเจที่ภูเก็ตเรื่อยมา จนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ

.

อ่านต่อเพิ่มเติม  http://variety.horoworld.com/2759_กินเจ-2555-ประเพณีถือศีลกินผัก

ปีชง 2556 ปีชงปีมะเส็ง แก้ชงปีมะเส็ง ปี 2556 และวิธีแก้ชง

ปีชง 2556  

ปีชง 2556  เริ่มนับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่วันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน หรือวันตรุษจีน2556  โดย ตรุษจีน 2556 นี้ 

แก้เคล็ดปีชง 2556 มะเส็งเล่นน้ำ

          ภูมิปัญญาจีนโบราณ ได้เผยแพร่ความเชื่อเรื่อง เทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตา หรือ องค์ไท้ส่วย มานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลัทธิเต๋า ที่มักพบว่ามีรูปปั้นของ องค์ไท้ส่วยทั้ง 60 รูปประทับอยู่เพื่อให้ประชาชนโดยทั่วไปได้สักการบูชาในทุกๆอาราม แต่ละปี องค์ไท้ส่วย จะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปทุกๆปีอย่างไม่มีวันสิ้นสุด หรือที่เรียกว่า “เฝ้าปี” เพื่อทำหน้าที่ปกปักรักษาคุ้มครองดวงปี โดยใช้หลักโหรราศาสตร์จีน โป้ยหยี่สี่เถี่ยว มาเป็นเกณฑ์ และแต่ละองค์ก็จะมีชื่อให้เรียกขานแตกต่างกัน

          ชาวจีนโดยทั่วไปเชื่อว่า เทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตา มีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิต ดังนั้นการกราบไหว้บูชา เทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตา หรือ องค์ไท้ส่วย ทุกๆปี ก็เป็นการเสริมดวงชะตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เกิดปีชง ควรกราบไหว้เพื่อวิงวอนให้องค์ไท้ส่วยคุ้มครองดวงชะตา เสมือนเป็นการฝากดวง  เพื่อสะเดาะเคราะห์ ช่วยให้ร้ายกลายเป็นดี จากหนักกลายเป็นเบา นอกจากนี้ ผู้ใดที่เกิดปีร่วมชงไท้ส่วย ,ปีทับไท้ส่วย,ปีเฮ้งไท้ส่วย,ปีไห่ไท้ส่วยและสุดท้ายคือปีผั่วไท้ส่วย ก็ล้วนอยู่ในเกณฑ์ที่จะต้องกราบไหว้องค์ไท้ส่วย เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง หากดวงดีอยู่แล้วก็ให้ดวงดียิ่งขึ้น หากดวงตกก็ตกไม่ถึงศูนย์

          องค์ไท้ส่วยที่รับหน้าที่เฝ้าปีในปีพ.ศ. 2556 นี้ ปีมะโรง ตามปีใน 12 นักษัตร มีพระนามว่า ขุนพลฉื่อตัวไต่เจียงกุง(สีตันต้าเจียงจวิน) เทพคุ้มครองดวงชาตาประจำปีกุ่ยจี๋ หรือปี พ.ศ. 2496, 2556, 2616 ตามความเชื่อโบราณเชื่อว่า พระองค์สามารถบันดาลสุขหรือทุกข์ให้เกิดกับใครคนใดก็ได้ทั้งนั้น แต่เบื้องต้นคนที่ควรไปกราบไหว้บูชาหรือทำการแก้เคล็ดที่สุด เพราะถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการดำรงชีวิตและเพื่อให้รอดพ้นจากอิทธิพลร้ายในช่วงปี 2556 คือ

1. ผู้ที่เกิดปีกุน

2. ผู้ที่เกิดปีมะเส็ง

3. ผู้ที่เกิดปีขาล

4. ผู้ี่เกิดปีวอก

ดูดวงเดือนกรกฎาคมตามราศี กับ Horoworld

ดูดวงปี 2555 ดูดวงตามราศี เดือนกรกฎาคม โดย อ.สุลต่าน


          มาแล้วจ้า สำหรับ คนที่กำลังรอคอย ดูดวงรายเดือน ดูดวงเดือนกรกฏาคม 2555 ทั้ง 12ราศี ทำนาย โดย อ.สุลต่าน นักพยากรณ์ หน้าคมของ Horoworld.com อยู่ หลังจากได้รับข้อมูล จาก อ.สุลต่าน ทีมงาน horoworld ก็รีบมาอัพเดทให้เลยค่ะ สำหรับในเดือน กรกฏาคม 2555 นี้ ดวงของใครจะดี หรือ ดวงของใครจะต้องระวังเรื่องไหนบ้าง รีบไปอ่าน คำแนะนำ

ดูดวงราศีเมษ(13เมย-13พค)

ตัวคุณ
 เป็นช่วงทีโดยทั่วไปแล้วชีวิตคุณดีขึ้น มีความมั่งมีศรีสุขดี ถ้าเป็นชายเรียกว่า นารีอุปถัมภ์ ทำงานกับผู้หญิงต้องโฉลก บางคนจะมีการขยายงาน แต่ต้องระวังเรื่องสุขภาพไว้บ้าง มีโอกาสเดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ  บางทีช่วงนี้คุณแรงคุณอาจต้องลดทิฐิลงบ้างนี้ อ่านต่อเพิ่มเติมอย่างละเอียด

ดูดวงราศีพฤษภ(14พค-13มิย)

          ตัวคุณ  เป็นช่วงที่ต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ มุ่งมั่นในเรื่องงาน จะมีการเดินทางเกิดไกลขึ้นในช่วงนี้  บางคนจะมีการติดต่อกับทางต่างประเทศ  และช่วงนี้คุณต้องระวังเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งกันกับเพื่อนฝูงหรือหุ้นส่วน  ยากแก่การประนีประนอม   ถ้าทำงานช่วงนี้คุณจะเหมาะกับงานที่หนักๆ ไม่เหมาะกับงานเบาๆสักเท่าไรนัก อ่านต่อเพิ่มเติมอย่างละเอียด

ดูดวงราศีเมถุน(14มิย-14กค)

 ตัวคุณ  เป็นช่วงที่ผิดหวังในคู่รักของตน  เพราะสิ่งที่เราตั้งใจหวังไว้ไม่ได้เป็นอย่างใจหวังเอาซะเลย คนรักดันมาตีจากไป  เกินจะทนไหว  จะมีการชิงดีชิงเด่นกันในเรื่องความรัก  ระวังมือที่สามคอยเป่าหู  ช่วงนี้จะมีเรื่องขัดแย้งกับคนรอบข้างบ่อยด้วย  คุณจะมีการเริ่มต้นเรื่องงาน หรือการศึกษาต่อ จะมีการเดินทางเกิดขึ้น อ่านต่อเพิ่มเติมอย่างละเอียด

ดูดวงราศีกรกฎ(15กค-16สค)

ตัวคุณ  โดยทั่วไปชาวราศีนี้ อารมณ์ไม่แน่นอนเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย  มีลางสังหรณ์ดี มีเพศตรงข้ามคอยอุปถัมภ์ช่วยเหลือ บางทีเป็นที่ปรึกษาที่ดีซะด้วย  เป็นคนเก่งเอามากๆ   ถ้าใครศึกษาต่อนับว่าเป็นโอกาสที่ดี จะมีโอกาสก้าวหน้ามาก  ถึงอย่างไรช่วงนี้ถือว่ามีคนคอยช่วยเหลือตลอด อ่านต่อเพิ่มเติมอย่างละเอียด

ดูดวงราศีสิงห์(17สค-16กย)

ตัวคุณ   เป็นช่วงที่คุณพักนี้หูเบาขี้ใจน้อย  แต่มักมีลางสังหรณ์ดี  บางคนช่วงนี้ชอบศึกษาเกี่ยวกับศาสตร์เร้นลับ  ระวังจะมีปัญหากับผู้ใหญ่  หรือบุคคลที่มีศักดิ์สูงกว่า  อาจแตกหักกันไปข้างหนึ่ง  ช่วงนี้เป็นช่วงที่คุณเหมาะกับการพักผ่อน เพราะปัญหาจะคลี่คลายไปด้วยระยะเวลาของมันเอง อ่านต่อเพิ่มเติมอย่างละเอียด

ดูดวงราศีกันย์(17กย-16ตค)

ตัวคุณ  ชาวราศีนี้เป็นช่วงเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย  อารมณ์ซับซ้อนเข้าใจยาก  มักมีลางสังหรณ์ดีเป็นพิเศษ  และมีต่างเพศคอยช่วยเหลือตลอดเวลา  คุณกำลังมีโชคทางความรักบางทีอาจจะได้ของขวัญจากแฟนคุณหรือต่างเพศก็เป็นได้  เรื่องงานบางทีจะมีคนเข้ามาร่วมงานด้วยหรือได้หุ้นส่วน อ่านต่อเพิ่มเติมอย่างละเอียด

ดูดวงราศีตุลย์(17ตค-15พย)

ตัวคุณ  ช่วงเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงของชีวิต บางคนต้องโยกย้ายงาน  โยกย้ายที่อยู่  เดินทางบ่อย  ชีพจรลงรองเท้า  พักนี้หงุดหงิดง่าย บางทีคุณต้องติดต่อเรื่องงาน  คุณอยู่บ้านจะรู้สึกเบื่อเหมือนอยากจะออกไปข้างนอก  ถึงอย่างไรช่วงนี้เป็นช่วงที่ดี  โอกาสดีๆกำลังจะมาหาคุณ อ่านต่อเพิ่มเติมอย่างละเอียด

ดูดวงราศีพิจิก(16พย-15ธค)

ตัวคุณ  ช่วงนี้ชาวราศีพิจิกเป็นช่วงที่คุณกำลังอดทนรอคอยความสำเร็จ  จากสิ่งที่คุณได้เคยพยายามทำไว้ในอดีต  รับรองไม่สูญเปล่า  จะมีการศึกษาต่อคอร์สสั้น หรือจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับเรื่องงานหรือเรื่องเรียนที่คุณกำลังรอคอย  และช่วงนี้เป็นช่วงที่คุณอาจจะดูเหมือนว่าชีวิตที่คุณเดินมาช่างมืดหรือต้องเจอทางตัน  แต่คุณไม่ต้องกลัว  เพราะสิ่งดีๆกำลังจะตามมา อ่านต่อเพิ่มเติมอย่างละเอียด

ดูดวงราศีธนู(16ธค-15มค)

ตัวคุณ  ชาวราศีนี้ เป็นช่วงที่คุณอารมณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย  หงุดหงิดง่าย  มีต่างเพศคอยช่วยเหลืออุปถัมภ์ตลอดเวลา  ช่วงนี้คุณอาจให้ความสำคัญเรื่องชีวิตหรือเรื่องงาน  จึงทำให้เรื่องความรักจืดจางไป  แต่โดยรวมแล้วในเดือนนี้ก็ถือว่าดีนะครับ  มีโอกาสที่จะเจอใช้ความสามารถตัวเองได้เต็มที่ อ่านต่อเพิ่มเติมอย่างละเอียด

ดูดวงราศีมังกร(16มค-12กพ)

ตัวคุณ  ชาวราศีนี้ช่วงนี้เป็นช่วงที่คุณดื้อรั้น  เดินทางบ่อยตลอดเวลา  ชีพจรลงรองเท้า เป็นช่วงการโยดย้ายของชีวิต  บางคนต้องโยกย้ายที่อยู่หรือโยกย้ายงาน  คนที่คุณเคยขัดแย้งกันจะกลับมาคืนดีกัน  สุขสภาพคุณต้องพักผ่อนให้มากๆ  เดี๋ยวจะล้มหมอนนอนเสื่อไป อ่านต่อเพิ่มเติมอย่างละเอียด

ดูดวงราศีกุมภ์(13กพ-13มีค)

 ตัวคุณ  ชาวราศีนี้ช่วงนี้เป็นช่วงที่คุณต้องระวังเรื่องสุขภาพไว้มากๆ  บางทีคุณต้องระวังเรื่องอุบัติเหตุไว้ด้วย  ชาวราศีนี้บางคนจะพลัดพรากกับคนรักหรือคนใกล้ตัว  บางทีทะเลาะเบาะแว้งกัน แบบไม่ทราบสาเหตุ เพราะเรื่องอารมณ์เป็นที่ตั้ง  ในตอนนี้คุณยังไม่พอใจกับสิ่งที่ตัวคุณเป็นอยู่เลย อ่านต่อเพิ่มเติมอย่างละเอียด

ดูดวงราศีมีน(14มีค-12เมย)

ตัวคุณ โดยทั่วไปชาวราศีมีนนี้เป็นช่วงเปลี่ยนแปลงของชีวิต  เช่น โยกย้ายที่อยู่  โยกย้ายที่ทำงาน  เดินทางบ่อยมากๆ  คุณจะได้รับความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ชาย  และผู้ใหญ่ที่เป็นผู้หญิง  เป็นคนมีอำนาจในตัว   ชาวราศีนี้บางคนต้องเดินทางไปต่างประเทศด้วย อ่านต่อเพิ่มเติมอย่างละเอียด

ดูดวงฟรี  ดูดวงแม่นๆ ได้อีกเพียบที่นี่ http://www.horoworld.com
พูดคุย ดูดวงฟรีๆ ในเว็บบอร์ด กับหมอดูโฮโรเวิลด์ ที่นี่

ความเป็นมา พุทธชยันตี 2600 ปี แห่งการตรัสรู้

พุทธชยันตี

.

งานฉลองพุทธชยันตี 2600 ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

.

มหาธัมมาภิสมัย ๒,๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า  ปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ รัฐบาลไทย ได้ประกาศให้เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองพุทธชยันตี อย่างยิ่งใหญ่ตลอดทั้งปี โดยเน้นหนักในด้านการปฏิบัติบูชา และการมีส่วนร่วมของประชาชน ตั้งแต่ระดับครอบครัว ไปจนถึงระดับชาติ ให้ประชาชนได้ปฏิบัติตนตามวิถีชาวพุทธอย่างแท้จริง อันจะทำให้เกิดความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่างยั่งยืน
.
.
.
.
การฉลองพุทธชยันตี เป็นเทศกาลสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่มีความเกี่ยวเนื่องกับวันวิสาขบูชา ใช้เรียกการจัดกิจกรรมในปีที่ครบรอบวาระสำคัญของพระพุทธเจ้า เช่น ฉลองครบรอบ ๒,๕๐๐ ปี แห่งการปรินิพพาน หรือ ฉลองครบรอบ ๒,๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ โดยอาจใช้ชื่อต่างกันไปบ้าง ในแต่ละประเทศ เช่น ศรีสัมพุทธชยันตี สัมพุทธชยันตี แต่ทั้งหมด ก็คือ การจัดกิจกรรมในปีที่ครบรอบวาระสำคัญขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา
เมื่อวาระสำคัญเวียนมาบรรจบอีกศตวรรษหนึ่ง ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา จึงจัดฉลองกันโดยทั่วไป เรียกว่าฉลอง “พุทธชยันตี” เช่น ที่เคยฉลองครบรอบ ๒๕ พุทธศตวรรษ หรือ พ.ศ. ๒๕๐๐ มาแล้ว ในครั้งนั้น กำหนดนับวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จดับขันธปรินิพพาน หรือ พ.ศ. ๑ เป็นวันแห่งการฉลองพุทธชยันตี
.

งานฉลองพุทธชยันตี 2600 ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

“พุทธชยันตี” หมายถึง ชัยชนะของพระพุทธเจ้า ที่มีต่อหมู่มารและกิเลสทั้งปวงอย่างสิ้นเชิง เพราะพระองค์ ทรงตรัสรู้ในวันวิสาขบูชา เมื่อ ๒๖๐๐ปี ล่วงแล้ว ทำให้พระนามว่า “สัมมาสัมพุทธะ” ปรากฏขึ้นในโลก เป็นจุดเริ่มต้นแห่งคำสอนของพระพุทธศาสนา อันเกิดจากปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ทำให้พุทธศาสนิกชน ได้มีพระธรรมเป็นหลักแห่งการดำเนินชีวิต
วันฉลองที่สำคัญนี้เรียกเป็นสากลว่า Sambuddha Jayanti ๒,๖๐๐ ตรงกับภาษาไทยว่า “สัมพุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปี”
เฉพาะประเทศไทย มหาเถรสมาคม ได้มีมติให้ เรียกงานฉลองนี้ว่า “พุทธชยันตี” ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
โดยที่ประชุมมหาเถรสมาคม ณ พระตำหนักสมเด็๗ฯ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ได้มีมติเห็นชอบให้มีกรดำเนินการจัดงานฉลองพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า โดยให้เรียกชื่อว่า งานฉลอง “พุทธชยันตี” ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ให้เสนอเรื่องไปยังรัฐบาลเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการจัดงาน พร้อมทั้งให้มีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการ โดยมีมหาเถรสมาคม เป็นที่ปรึกษา มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ของบประมาณในการดำเนินการสนับสนุนจากรัฐบาล
การจัดงานแบ่งเป็น ๓ ลักษณะ คือ
๑. ด้านการปฏิบัติบูชา มุ่งส่งเสริมการปฏิบัติธรรมสำหรับพุทธศาสนิกชนตั้งแต่ระดับครอบครัวและชุมชน โดยใช้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เป็นศูนย์กลางการจัดกิจกรรม
๒. ด้านวิชาการ เน้นการประชุมสัมมนาทางวิชาการเกี่ยวกับพุทธประวัติ หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา โดยให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ดำเนินการ
๓. ด้านกิจกรรมศิลปวัฒนธรรม มอบให้กระทรวงวัฒนธรรมเป็นหน่วยงานหลัก ในการดำเนินงาน
.

งานฉลองพุทธชยันตี 2600 ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

การจัดกิจการทั้งหมด มุ่งเน้นให้เกิดการศึกษา การเผยแผ่ การปฏิบัติบูชา และการมีส่วนร่วมขององค์กรทุกภาคส่วนของประชาชน พร้อมทั้งประสานการจัดกิจกรรมประชุมสัมมนาทางวิชาการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในระดับนานาชาติ เพื่อเป็นเวทีถ่ายทอดความรู้เกี่ยวพระพุทธศาสนาและเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้เรียนรู้ และเข้าใจหลักธรรมและเรื่องราวในพระพุทธศาสนามากขึ้น ทั้งในประเทศ และนานาชาติ

พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้

ความหมายของพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้
เป็นชื่อที่กำหนดโดยมหาเถรสมาคม
หมายถึง การเฉลิมฉลองของชาวพุทธ ในวาระครบรอบ ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
คำว่า ชยันตี แปลว่า การเฉลิมฉลองชัยชนะ
คำว่า พุทธะ แปลว่า การรู้ ตื่น และ เบิกบาน
คำว่า พุทธชยันตี แปลว่า การเฉลิมฉลองของชาวพุทธ ในชัยชนะของพระพุทธเจ้าที่มีเหนือกิเลสและมารทั้งปวงด้วยพระองค์เองจนบรรลุเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น และ ผู้เบิกบานด้วยธรรม
พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ขณะพระชนมายุ ๓๕ พรรษา แล้วเมตตาสั่งสอนเผยแผ่จนเสด็จดับขันธปรินิพพานเมื่อมีพระชนมายุ ๘๐ พรรษาแล้วจึงเริ่มนับ พ.ศ. ๑ บัดนี้ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ บวก ๔๕ ปีที่ทรงสั่งสอนเผยแผ่พระพุทธศาสนาหลังตรัสรู้ จึงครบ ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ เกิดพระพุทธศาสนา มีพระรัตนตรัยครบองค์ทั้งพระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์แต่นั้นมาควรที่พุทธศาสนิกชนจะได้น้อมนำแบบอย่างแห่งการตรัสรู้ของพระองค์ มาปฏิบัติบูชาด้วยการเจริญใน ทาน ศีล สมาธิภาวนา และ ปัญญา ตามแบบอย่างและคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อการเอาชนะกิเลสและมารทั้งปวง ทั้งจากภายในตนเองและที่รบกวนจากภายนอกทั้งปวง
.
.

.
ใบโพธิ์
หมายถึง การตรัสรู้สัจธรรมความจริงของพระพุทธเจ้า
ธรรมจักรกลางผืนธงมี ๑๒ ซี่
หมายถึง หลักธรรมคำสั่งสอนครั้งแรกของพระพุทธเจ้าประกอบด้วยอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และ มรรค
มีการหมุนวน ๓ รอบ
(รอบที่ ๑ – สัจญาณ) ซึ่งควรทำความรู้ความเข้าใจ
(รอบที่ ๒ – กิจญาณ) แล้วลงมือปฏิบัติ
(รอบที่ ๓ – กตญาณ) เพื่อการได้รับผลแห่งการปฏิบัติ
รวมเป็นอาการ ๑๒
ผืนธงฉัพพรรณรังสีรองธรรมจักร
หมายถึง แถบสี ๖ สี แห่งพระพุทธองค์ที่ปรากฏขึ้นเมื่อทรงตรัสรู้แล้ว ประกอบด้วยสีขาว เหลือง แดง เขียว ชมพู และ เลื่อมพราย
สีเขียวแห่งใบโพธิ์
หมายถึง ความเจริญงอกงามไพบูลย์แห่งพระธรรมคำสอน
กนกลายไทยชูช่อฟ้า
หมายถึง ผืนแผ่นดินไทยที่รุ่งเรืองด้วยอารยธรรมโดยชนชาติไทยที่ได้น้อมรับ ปฏิบัติ เผยแผ่และเชิดชูพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า อำนวยประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติอยู่คู่ผืนแผ่นดินไทยชั่วกัลปาวสาน
.

รู้จัก ทุ่งมะขามหย่อง พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย

ทุ่งมะขามหย่อง ตำบลบ้านใหม่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรี อยุธยา มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็น สมรภูมิสู้รบระหว่างไทยกับพม่า หลายครั้ง เป็นที่ตั้งของ พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่ออดีตทุ่งมะขามหย่องแห่งนี้เป็นบริเวณที่กองทัพไทยปะทะกับทัพพม่าในศึกที่ สมเด็จพระศรีสุริโยทัยสิ้นพระชนม์บนคอช้าง

ทุ่งมะขามหย่อง
ทุ่งมะขามหย่อง เป็นพื้นที่ตั้งของ พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย เป็นโครงการจัดสร้างขึ้นตามพระราชดำริ รัฐบาลและพสกนิกรชาวไทยได้ร่วมกันสร้างน้อมเกล้าฯ ถวายเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ เมื่อปี พ.ศ. 2535 โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2534 และสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณสมเด็จพระศรีสุริโยทัยด้วย

ทุ่งมะขามหย่อง ตำบลบ้านใหม่ และทุ่งภูเขาทอง ตำบลลุมพลี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พื้นที่ทั้ง 2 แห่ง เป็นพื้นที่แก้มลิง เพื่อพสกนิกรชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้แก้ไขปัญหาน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก และในฤดูแล้งจะนำน้ำที่กักเก็บไว้ให้เกษตรกรได้ใช้ในการเพาะปลูกโดยสถานที่สำคัญทั้ง 2 แห่ง ยังบ่งบอกทางประวัติศาสตร์ของ ทุ่งมะขามหย่อง และ ทุ่งภูเขาทอง ที่ สมเด็จพระศรีสุริโยทัย และ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เคยสู้รบกับพม่า นอกจากนี้ผืนแผ่นดินทั้ง 2 แห่งยังใช้เป็นที่กักเก็บน้ำ (แก้มลิง) ในฤดูน้ำหลากและในฤดูแล้งพสกนิกรสามารถใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำทั้ง 2 แห่งนี้ จึงได้ตั้งชื่อผืนแผ่นดินทั้ง 2 แห่งนี้ว่า

ทุ่งมะขามหย่อง
ผืนแผ่นดินแห่งพระมหากรุณาธิคุณ เพื่อถวายเป็นวาระสำคัญในการเสด็จฯมาตรวจเยี่ยมความพร้อมการรับมือป้องกันน้ำท่วมของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดใกล้เคียง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2536 นับว่าเป็นวันประวัติศาสตร์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทั้งสองพระองค์เสด็จฯมาที่แปลงนาสาธิต ด้านทิศเหนือ ณ ทุ่งมะขามหย่อง เพื่อทรงเกี่ยวข้าวในแปลงนาสาธิต ในครั้งนั้นทั้งสองพระองค์ทรงงาน ได้มีพสกนิกรมาเฝ้าฯมากมายนับหมื่นจากทั่วสารทิศ และเป็นความปลาบปลื้มปีติของคนอยุธยาเป็นอย่างยิ่ง

นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เปิดเผยถึงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทั้งสองพระองค์มีหมายกำหนดการจะเสด็จพระราชดำเนินไปยังทุ่งมะขามหย่อง ตำบลบ้านใหม่ เป็นสถานที่ตั้งของพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย และที่สำคัญทั้งสองพระองค์เคยเสด็จฯ มาทรงเกี่ยวข้าว ณ แปลงนาสาธิตทุ่งมะขามหย่อง และหมายกำหนดการที่จะเสด็จฯมาในครั้งนี้ยังไม่ชัดเจนในระหว่างเดือนพฤษภาคมนี้ ส่วนจะเป็นวันใดนั้นอยู่ในพระราชวินิจฉัยของพระองค์ท่าน โดยได้ประชุมคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องถึงความพร้อมของสถานที่และเส้นทางเสด็จฯ พระองค์เสด็จฯมาติดตามการแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม และการเตรียมพร้อมในการแก้ปัญหาน้ำท่วมในปีต่อไป

สำหรับในเรื่องของความพร้อม ทางจังหวัดได้จัดเตรียมสถานที่ถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ เนื่องจากพระองค์ท่านพระราชดำเนินจากที่ประทับโรงพยาบาลศิริราชเป็นครั้งแรก เสด็จฯพระราชดำเนินมายังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทางจังหวัดได้จัดสร้างทางลาดพระบาทตลอดเส้นทางเสด็จฯ จากพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย มายังพลับพลาที่ประทับกลางน้ำ เพื่อชมการแสดงซึ่งทางจังหวัดเตรียมจัดการแสดงถวาย 3 ชุด ในรูปแบบ แสง สี เสียง รูปแบบวีดิทัศน์ในเรื่อง “ทุ่งมะขามหย่อง ผืนแผ่นดินแห่งพระมหากรุณาธิคุณ” ซึ่งจะมีเกาะกลางน้ำเป็นฉากหลังอย่างสวยงาม ในฉากการแสดงถวายจะมีผู้แสดงรำถวายเดินบนผิวน้ำอย่างสวยงาม โดยการจัดสร้างเวทีกลางน้ำขนาด 34 เมตร คูณ 34 เมตร โดยจะใช้เสาเข็มตอกลงไปในน้ำประมาณ 700 ต้น ซึ่งอยู่ในระหว่างสำรวจพื้นที่ และยังมีจัดการแสดงร้องเพลงเรือ เพลงเกี่ยวข้าวถวาย ได้เตรียมเรือพายพื้นบ้านโบราณ จำนวนกว่า 30 ลำ แสดงถวาย นอกจากนั้นทั้งสองพระองค์ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรชาวพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียงอย่างล้นพ้น ได้เสด็จฯมาตรวจเยี่ยมดูความพร้อมเกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วม ทางจังหวัดได้จัดเตรียมการแสดงถวายให้พระองค์ทรงพระเกษมสำราญให้มากที่สุด ซึ่งพสกนิกรที่รู้ข่าวว่าทั้งสองพระองค์จะเสด็จมายังทุ่งมะขามหย่อง ต่างปลื้มปีติเฝ้าฯรับเสด็จเพื่อชื่นชมพระบารมี ส่วนสถานที่ บริเวณทุ่งมะขามหย่องนั้นเป็นสวนสาธารณะพื้นที่กว้างพอที่จะรองรับพสกนิกรที่จะมาชื่นชมพระบารมี

ทุ่งมะขามหย่อง
ขณะเดียวกันองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เตรียมพร้อมทางด้านสถานที่โดยตั้งนั่งร้านเพื่อทำความสะอาดองค์พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย ภายในอนุสรณ์สถาน โดยคนงานได้ช่วยกันทำความสะอาดพระราชานุสาวรีย์ซึ่งเป็นเนื้อทองสำริด โดยเฉพาะช่วงฐานล่างเป็นกระจกสีทอง ต้องใช้น้ำมันก๊าดเช็ดเพื่อให้คราบต่าง ๆ ออก ส่วนโดยรอบมีการปลูกต้นไม้เสริม และประดับด้วยต้นไม้จำนวนมาก

สำหรับทุ่งมะขามหย่อง มีเนื้อที่ทั้งหมด 250 ไร่ ใช้เป็นอ่างเก็บน้ำ (แก้มลิง) จำนวน 180 ไร่ มีความจุน้ำได้ถึง 2,100,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อใช้ในการป้องกันอุทกภัยที่จะเกิดในอนาคต และยังสามารถนำเอาน้ำที่กักเก็บไว้ไปใช้เพื่อเกษตรกรรมได้ในฤดูแล้งที่ต้องการใช้น้ำ ทุ่งมะขามหย่องยังเป็นสวนสาธารณะที่ประชาชนสามารถมาเที่ยวชมความสวยงามและเป็นที่พักผ่อนได้ คุณประโยชน์มีมหาศาล

นางสมรส ทองอ่อน อายุ 70 ปี อยู่บ้านเลขที่ 48 หมู่ 3 ตำบลภูเขาทอง อำเภอพระนครศรีอยุธยา ได้เปิดเผยเมื่อปี 2539 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯมาเกี่ยวข้าวที่บริเวณแปลงนาสาธิตทางทิศเหนือว่าตนพร้อมกับชาวนาจำนวน 30 คน ร่วมแสดงเพลงเกี่ยวข้าว และแสดงการฝัดข้าว การสีข้าว ถวายต่อหน้าพระพักตร์ รู้สึกปลาบปลื้มปีติเป็นอย่างมาก ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยถึงแม้จะแสดงกลางแดด ทุกวันนี้ยังจำท่ารำและลีลาได้ทุกท่าทาง จากวันนั้นถึงวันนี้ยังคงเก็บภาพถ่ายของทั้งสองพระองค์ที่ทรงมาเกี่ยวข้าวเอาไว้บูชาทุกวัน เมื่อทราบว่าทั้งสองพระองค์จะเสด็จฯอีกครั้งก็ดีใจมากที่จะได้รับเสด็จอีก.

ที่มา  http://variety.horoworld.com/11557_ทุ่งมะขามหย่อง-ตำนานทุ่งมะขามหย่อง

หมายกำหนดการในหลวงเสด็จทุ่งมะขามหย่อง

               หมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนิน ณ ทุ่งมะขามหย่อง ในวันที่ 25 พฤษภาคม เวลา 16.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จออกจากโรงพยาบาลศิริราช และในเวลา 17.30 น.

จะเสด็จถึงพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระสุริโยทัย เจ้าพนักงานราชพิธีอัญเชิญพวงมาลัยเข้าถวายแล้วพระราชทานไปถวายสักการะ ที่โต๊ะหมู่หน้าพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย เสร็จแล้วประทับรถยนต์พระที่นั่ง ทอดพระเนตรบริเวณโดยรอบพระราชานุสาวรีย์

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จไปยังศาลากลางน้ำทอดพระเนตรการแสดงสื่อผสม “ทุ่งมะขามหย่อง พื้นแผ่นดินแห่งพระมหากรุณาธิคุณ” โดยใช้เวลาประมาณ 45 นาที แล้วจึงเสด็จต่อไปยังพระตำหนักสิริยาลัย พักผ่อนพระอิริยาบถ

และเสวยพระกระยาหารค่ำ ทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยามอบหมายให้มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา จัดทำกระทงสายจำนวน 2,500 กระทงลอยตามแม่น้ำเจ้าพระยา จะไหลผ่านหน้าพระตำหนักสิริยาลัย ตรงข้ามกับวัดไชยวัฒนาราม

ขณะนี้มีความพร้อมทางด้านการแสดงพื้นที่บริเวณพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย ประชาชนที่เดินทางมาเฝ้ารับเสด็จฯขอให้ไปรวมตัวกันที่พระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระสุริโยทัยก่อนเที่ยงวันที่ 25 พฤษภาคม จะมีอาหารและเครื่องดื่มไว้บริการ

จากนั้นจะมีรถรับผู้ที่เข้าเฝ้า ทางจังหวัดได้เตรียมสูจิบัตรไว้แจก ภายในสูจิบัตรจะมีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเปิดประตูระบายน้ำผันน้ำจากทุ่งมะขามหย่องเข้าแปลงนา เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2539 พระบรมฉายาลักษณ์ทรงเกี่ยวข้าวและทอดพระเนตรกิจการต่อเนื่องในโครงการผลการทำนา เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2539 และยังมีพระบรมฉายาลักษณ์อื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่ง จะเป็นสูจิบัตรที่ทรงคุณค่าประชาชนเก็บไว้เป็นที่ระลึก

ตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเตรียมกำลังไว้พร้อมโดยใช้กำลังตำรวจจากปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ตำรวจน้ำ ตำรวจสรรพาวุธ ตำรวจนครบาล ตำรวจ 191 และตำรวจสันติบาล รวม 2,000 นาย กระจายกำลังตั้งแต่ถนนเขตติดต่อจาก จ.ปทุมธานี จนถึงพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระสุริโยทัย บนถนนสาย 347

ข้อมูลโดย :  http://variety.horoworld.com/11557_ทุ่งมะขามหย่อง-ตำนานทุ่งมะขามหย่อง

ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด

การตั้งชื่อลูกตามวันเกิด

 ตั้งชื่อลูก

วันนี้ horoworld มีวิธี ตั้งชื่อลูกให้ตรงตามวันเกิด มาให้เพื่อนๆได้นำไปเป็นเกณฑ์ในการตั้งชื่อให้เหมาะกับลูกของคุณกันค่ะ ลูกเกิดวันไหนควรใช้ตัวอักษรอะไรนำหน้าชื่อ ไปดูกันเลยค่ะ

วิธีตั้งชื่อทำอย่างไร

การตั้งฉายาหรือชื่อพระ กับตั้งชื่อฆราวาสไม่เหมือนกัน คือ ฉายาพระใช้ อักษรวรรคบริวาร นำหน้า สำหรับฆราวาส ถ้าเป็นชายใช้ อักษรวรรคเดชนำหน้าชื่อ หญิงใช้ อักษรวรรคศรี นำหน้าชื่อเพื่อความเข้าใจโปรดดูแผนภูมิข้างล่างนี้

หมายเลข ๒ แทนวันจันทร์

หมายเลข ๓ แทนวันอังคาร

หมายเลข ๔ แทนวันพุธกลางวัน

หมายเลข ๕ แทนวันพฤหัสบดี

หมายเลข ๖ แทนวันศุกร์

หมายเลข ๗ แทนวันเสาร์

ลำดับของทักษาประจำวัน

1. บริวาร
2. อายุ
3. เดช
4. ศรี
5. มูละ
6. อุตสาพะ
7. มนตรี
8. กาลกิณี

ตามแผนนี้จะเห็นได้ว่า

คนเกิดวันอาทิตย์ (๑) สระทั้งหมดเป็นบริวาร

คนเกิดวันจันทร์ (๒) ก ข ค ฆ ง เป็นบริวาร

คนเกิดวันอังคาร  (๓) จ ฉ ช ซ ฌ ญ เป็นบริวาร

คนเกิดวันพุธกลางวัน (๔) ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ เป็นบริวาร

คนเกิดวันพฤหัสบดี (๕) บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม เป็นบริวาร

คนเกิดวันศุกร์ (๖) ศ ษ ส ห ฬ ฮ เป็นบริวาร

คนเกิดวันเสาร์ (๗) ด ต ถ ท ธ น เป็นบริวาร

คนเกิดวันราหูวันพุธกลางคืน (๘) ย ร ล ว เป็นบริวาร

ถ้าอยากรู้ว่าตัวอักษรไหนเป็นอายุ เป็นเดช ศรี มูละ อุตสาหะ มนตรี กาลกิณี ก็ให้นับบริวารที่ช่องวันเกิด เช่น เกิดวันอาทิตย์ให้นับบริวารที่หมายเลข ๑ แล้วเวียนขวา (ตามเข็มนาฬิกา) ไปตามลำดับดังนี้ บริวาร (๑) อายุ (๒) เดช (๓) ฯลฯ กาลกิณี (๖) ถ้าเกิดวันพฤหัสบดีให้นับบริวารช่องหมายเลข (๕) อายุ (๘) เดช (๖) ศรี (๑) ฯลฯ กาลกิณี (๗) เป็นต้น

ตั้งชื่อลูก

อักษรที่ห้ามนำมาใช้ตั้งชื่อ คือ อักษรช่องกาลกิณี จากตารางนี้จะรู้ได้ทันทีว่า

คนเกิดวันอาทิตย์ห้ามตัวอักษรช่อง ๖ (ศ ษ ส ห ฬ ฮ)

คนเกิดวันจันทร์ห้ามตัวอักษรช่อง ๑ (สระทั้งหมด)

คนเกิดวันอังคารห้ามตัวอักษรช่อง ๒ (ก ข ค ฆ ง)

คนเกิดวันพุธกลางวันห้ามตัวอักษรช่อง ๓ (จ ฉ ช ซ ฌ ญ)

คนเกิดวันพฤหัสบดีห้ามตัวอักษรช่อง ๗ (ด ต ถ ท ธ น)

คนเกิดวันศุกร์ห้ามตัวอักษรช่อง ๘ (ย ร ล ว)

คนเกิดวันเสาร์ห้ามตัวอักษรช่อง ๔ (ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ)

คนเกิดวันราหูวันพุธกลางคืนห้ามตัวอักษรช่อง ๕ (บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม)

เวลาตั้งชื่อ ถ้าตั้งชื่อพระ (ฉายา) ท่านให้เอาอักษรวรรคบริวารขึ้นต้น ถ้าเกิดวันจันทร์ก็ขึ้นต้นด้วย ก ข ค ฆ ง ตัวใดตัวหนึ่ง เช่นกมโลขันติปาโล เป็นต้น ถ้าเกิดวันอังคารขึ้นต้นด้วยตัวอักษร จ ฉ ช ซ ฌ ญ ตัวใดตัวหนึ่ง เช่น จันททวโร ฉันทธัมโม เป็นต้น

ถ้าตั้งชื่อฆราวาส หรือ ชาวบ้านทั่วไป ต้องตามเพศ เพศชาย ให้เอาตัวอักษรวรรค เดช ตัวใดตัวหนึ่งนำหน้าชื่อ เพศหญิงให้เอาตัวอักษรวรรค ศรี ตัวใดตัวหนึ่งนำหน้าชื่อ ยกตัวอย่างชายเกิดวันอาทิตย์ อํกษรช่องที่ ๓ (จ ฉ ช ซ ฌ ญ) เป็นเดช ห้ามใช้ตัวอักษรช่อง ๖ (ศ ษ ส ห ฬ ฮ) ชื่อเป็นมงคลอาทิ จิตรดิลก ฉันทกร ชยุตม์ เป็นต้น หญิง เกิดวันอาทิตย์อักษรช่องที่ ๔ (ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ) เป็นศรี ห้ามอักษรช่อง ๖ เช่นเดียวกัน ชื่อที่เป็นมงคลอาทิ ฐิติมา ณัฐกฤตา เป็นต้น

.

ขอบคุณข้อมูลจาก  http://free.horoworld.com/8583_การตั้งชื่อลูกตามวันเกิด

.

ฤกษ์คลอดบุตรปี 2555 เดือน มกราคม 

 ฤกษ์คลอดบุตรปี 2555 เดือน กุมภาพันธ์

ฤกษ์คลอดบุตรปี 2555 เดือน มีนาคม

ฤกษ์คลอดบุตรปี 2555  เดือน เมษายน

ฤกษ์คลอดบุตรปี 2555 เดือน พฤษภาคม 

ฤกษ์คลอดบุตรปี 2555 เดือน มิถุนายน

ฤกษ์คลอดบุตรปี 2555 เดือน กรกฎาคม 

ฤกษ์คลอดบุตรปี 2555 เดือน สิงหาคม

ฤกษ์คลอดบุตรปี 2555 เดือน กันยายน

ฤกษ์คลอดบุตรปี 2555 เดือน ตุลาคม

ฤกษ์คลอดบุตรปี 2555 เดือน พฤศจิกายน

ฤกษ์คลอดบุตรปี 2555 เดือน ธันวาคม